ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

มหาปรินิพพานสูตรและพระสาวกภาษิต

@user-dr4gl3cd2d
#กาลเวลาย่อมกลืนกินสรรพสัตว์ #พร้อมทั้งตัวมันเอง#การสำเร็จมรรคผล#วิมุตติความหลุดพ้น #มรรควิถีของมันทบุคคล #เธออย่าได้กล่าวคำหยาบต่อใครๆ #มรรคจิต#ดูก่อนสุทัตตะเมื่อรากยังมั่นคงแม้ต้นไม้จะถูกตัดแล้ว #มันก็สามารถขึ้นได้อีก ฉันเดียวกัน#เมื่อบุคคลยังไม่ถอนตัณหานุสัยขึ้นเสียจากดวงจิต#ความทุกข์ก็เกิดขึ้นได้บ่อยๆ #สุทัตตะเอย #น้ำตาของสัตว์ผู้ต้องร้องไห้#เพราะความทุกข์โทมนัสทับถม# ในขณะที่ท่องเที่ยวอยู่ในวัฏสงสารนี้ #มีจำนวนมากเหลือคณนา# สุดที่จะกล่าวได้ว่ามีประมาณเท่านั้นเท่านี้#กระดูกที่เขาทอดทิ้งลงทับถมปฐพีดลเล่า #ถ้านำมากองรวมๆกันมิให้กระจัดกระจาย#คงจะสูงเท่าภูเขา #บนพื้นแผ่นดินนี้#ไม่มีช่องว่างเลยแม้แต่นิดเดียวที่สัตว์ไม่เคยตาย #ปฐพีนี้เกลื่อนกล่นไปด้วยกระดูก#แห่งสัตว์ผู้ตายแล้วตายเล่า# เป็นที่น่าสังเวชสลดจิตยิ่งนัก#ทุกย่างก้าวของมนุษย์และสัตว์ #เหยียบย่ำไปบนกองกระดูก#เขานอนบนกองกระดูก#นั่งบนกองกระดูก#สนุกสนานเพลิดเพลิน#อยู่บนกองกระดูกทั้งสิ้น #ดูก่อนสุทัตตะไม่ว่าภพไหนๆ#ล้วนแต่มีลักษณะเหมือนกองเพลิงทั้งนั้น
@pornpimontungmepol8144
#วิมุตติความหลุดพ้น#ปรินิพพานมี๓คือกิเลสปรินิพพานการปรินิพพานแห่งกิเลส#ขันธปรินิพพานการปรินิพพานแห่งขันธ์ #ธาตุปรินิพพานการปรินิพพานแห่งธาตุ#ข้ามเข้ามาทวนเข้ามาถึงจิตแท้ถึงวิญญาณธาตุธาตุรู้แท้ๆแล้วธรรมธาตุตัวนี้แล้วอริยมรรคก็จะเกิด#วิมุตติความหลุดพ้น​#แนวทางบรรลุธรรม​#การเกิดอริยมรรค#ทางพระนิพพาน#ผู้ไม่มีร่องรอยจิตหลุดพ้นจากอาสวะ#ถ้าจิตเราเป็นกลางเราไม่ได้มุ่งพุทธภูมิ#เราไม่ได้ทำกรรมชั่วหยาบมา#จิตเราจะก้าวกระโดดเกิดอริยมรรคขึ้นมา#ขั้นแรกมันจะรวมลงก่อนรวมเข้าอัปปนาสมาธิ #รวมเองโดยที่ไม่ได้เจตนาจะรวม #ไม่ได้คิดได้ฝันที่จะรวม #รวมโดยอัตโนมัติ #เมื่อรวมลงมาแล้วจะเห็นสภาวธรรมเกิดดับ เกิดดับ สองขณะบ้าง สามขณะบ้าง #ถัดจากนั้นจิตจะวางการรับรู้อารมณ์ #ทวนกระแสเข้ามาหาธาตุรู้ #เมื่อทวนกระแสเข้าถึงธาตุรู้แล้ว #สิ่งที่ห่­­อหุ้มปิดบังจิตอยู่คือ อาสวกิเลส ทั้งหลาย #สังโยชน์ทั้งหลายถูกขาดสะบั้นออกไป #กิเลสปรินิพพาน ได้มีที่โพธิบัลลังก์ #ขันธปรินิพพาน ได้มีที่กรุงกุสินารา #ธาตุปรินิพพาน จักมีในอนาคต #จักมีอย่างไร คือครั้งนั้น #ธาตุทั้งหลายที่ไม่ได้รับสักการะ และสัมมานะในที่นั้นๆ #ก็ไปสู่ที่ๆ มีสักการะ และสัมมานะ #ด้วยกำลังอธิษฐานของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. #เมื่อกาลล่วงไป สักการะและสัมมานะก็ไม่มีในที่ทั้งปวง #เวลาพระศาสนาเสื่อมลง พระธาตุทั้งหลายในตามพปัณณิทวีปนี้ จักประชุมกัน #แล้วไปสู่มหาเจดีย์จากมหาเจดีย์ ไปสู่นาคเจดีย์#แต่นั้นจักไปสู่โพธิบัลลังก์ #พระธาตุทั้งหลายจากนาคพิภพบ้าง #จากเทวโลกบ้าง จากพรหมโลกบ้าง #จักไปสู่โพธิบัลลังก์แห่งเดียว. #พระธาตุแม้ประมาณเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดจักไม่หายไปในระหว่าง#พระธาตุทั้งหมดจักประชุมกันที่ #มหาโพธิมัณฑสถานแล้ว รวมเป็นพระพุทธรูป #แสดงพุทธสรีระประทับนั่งขัดสมาธิ#โพธิมัณฑสถาน มหาปุริสลักษณะ ๓๒ อนุพยัญชนะ ๘๐ พระรัศมีประมาณวาหนึ่ง #ทั้งหมดครบบริบูรณ์ทีเดียว.#แต่นั้นจักการทำปาฏิหาริย์แสดง เหมือนในวันแสดงยมกปาฏิหาริย์. ในกาลนั้น ชื่อว่า #สัตว์ผู้เป็นมนุษย์ ไม่มีไปในที่นั้น. #ก็เทวดาในหมื่นจักรวาฬ ประชุมกันทั้งหมด #พากันครวญคร่ำรำพันว่า #วันนี้พระทสพลจะปรินิพพาน จำเดิมแต่บัดนี้ไป จักมีแต่ความมืด.#ลำดับนั้น เตโชธาตุลุกโพลงขึ้นจากพระสรีรธาตุ #ทำให้พระสรีระนั้นถึงความหาบัญญัติมิได้. #เปลวไฟที่โพลงขึ้นจากพระสรีรธาตุ พลุ่งขึ้นจนถึงพรหมโลก #เมื่อพระธาตุแม้สักเท่าเมล็ดพรรณผักกาดยังมีอยู่ #ก็จักมีเปลวเพลิงอยู่เปลวหนึ่งเท่านั้น เมื่อพระธาตุหมดสิ้นไป#เปลวเพลิงก็จักขาดหายไป. พระธาตุทั้งหลายแสดงอานุภาพใหญ่อย่างนี้แล้ว ก็อันตรธานไป.#ในกาลนั้น หมู่เทพกระทำสักการะด้วยของหอม ดอกไม้และดนตรีทิพย์เป็นต้น #เหมือนในวันที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายปรินิพพาน #กระทำปทักษิณ ๓ ครั้ง ถวายบังคมแล้ว กราบทูลว่า #ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า #พวกข้าพระองค์ จักได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้เสด็จอุบัติขึ้นในอนาคต ดังนี้แล้ว #ก็กลับไปที่อยู่ของตนๆ นี้ ชื่อว่า #อันตรธานแต่งพระธาตุ
1
@user-uu3vk5ym9h
#มาถึงวันนี้พวกเราจะได้ยินคำว่าไม่มีเวลาบ่อย #เวลาเราก็เท่าๆ กับคนโบราณ แต่ทำไมเรารู้สึกมันไม่พอ #ทั้งๆ ที่เราพยายามทำทุกอย่างให้เร็วขึ้นๆ #เวลากลับรู้สึกว่าสั้นลงเรื่อยๆ ไม่พอ #มันไม่พอใจที่มันดิ้นรน ใจที่มันหิว ใจที่มันอยาก #การที่ต้องเคลื่อนที่เร็วตลอดเวลา เหนื่อย #บางทีเหนื่อยจนกระทั่งไม่มีเวลาหยุดคิดทบทวน #ว่าเราวิ่งไปเพื่ออะไร วิ่งตามๆ กันไปเท่านั้นเอง #ถ้าเรารู้จักคำว่าหยุดเสียบ้าง #ชีวิตเราจะมีคุณค่ามากขึ้น #เราจะรู้สึกชีวิตมีเวลามากขึ้น #ยิ่งทำอะไรเร็วขึ้นเรื่อยๆ เวลายิ่งน้อยลง #แต่ว่าเรารู้จักหยุด เราก็จะมีเวลาอยู่กับตัวเองได้เยอะขึ้น #เวลาเราต้องทำมาหากินอยู่กับโลก #ต้องแข่งขัน ต้องอะไรมากมาย ก็รู้จักเบรกตัวเองเป็นช่วงๆ #แบ่งเวลาแต่ละวัน หรือแต่ละช่วงเวลา #หัดแบ่งเวลาไว้เป็นเวลาของการหยุดอยู่กับตัวเอง ไม่ใช่วิ่งตามโลกไปเรื่อยๆ #เพราะฉะนั้นเรารู้จักหยุด รู้จักรอ #มันเป็นศิลปะในการดำรงชีวิตอันหนึ่ง #ในทางธรรมก็ใช้ได้ #รู้จักหยุดแล้วจิตมันจะมีกำลังมาเจริญปัญญา #พิจารณาธาตุ พิจารณาขันธ์ #พิจารณากาย พิจารณาใจ จิตมันต้องมีกำลัง #ในทางโลก หยุด เวลาที่สับสนวุ่นวาย #ไม่ต้องคิดมากว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร #บางทีไม่ต้องทำอะไร #ปัญหามันแก้ตัวของมันเองก็ได้ เพราะมันก็ไม่เที่ยง #รู้จักเบรกบ้าง แล้วชีวิตจะมีความสุข #ที่แย่งกันจะเป็นจะตาย สุดท้ายว่างเปล่า #นอนหายใจแขม่วๆ นึกถึงทุกอย่าง #มีลาภก็เสื่อมลาภ มียศก็เสื่อมยศ #เคยได้รับคำสรรเสริญก็ถูกเขาด่าอะไรอย่างนี้ #แล้วอะไร มีสุขอยู่ก็มีทุกข์ได้ โลกมันเป็นอย่างนั้น #หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ #ฉะนั้นรู้จักพัก รู้จักเบรก #แล้วชีวิตจะก้าวหน้าทั้งทางโลกทางธรรม
@pornpimontungmepol2205
#ความดับทุกข์#การบรรลุมรรคผล#ทางสิ้นภพ#วิมุตติความหลุดพ้น#สมาธิที่เกิดพร้อมกันกับอริยะมรรคจิต#จิตยอมรับความจริงว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเสมอกันหมด#ใจที่ภาวนามาถึงจุดนี้จะรู้สึกโลกนี้ราบเป็นหน้ากลอง #ถัดจากนั้นกระบวนการเกิดอริยมรรคถึงจะเกิดขึ้น#ก็จะมีตั้งแต่อนุโลมญาณสัจจานุโลมิกญาณ#โคตรภูญาณมัคคญาณผลญาณปัจจเวกขณญาณ#ในกระบวนการที่เกิดอริยมรรค#ก็มีตั้งแต่อนุโลมญาณโคตรภูญาณมัคคญาณผลญาณ#อยู่ในกระบวนการที่จะเกิดอริยมรรค#กระบวนการนี้จบแล้วยังจะเกิดญาณตัวที่สิบหก#ปัจจเวกขณญาณทวนเข้าไปพิจารณาว่าตอนที่เกิดอริยมรรคนั้นล้างกิเลสอะไรไปบ้าง#กิเลสอะไรยังไม่ล้างจะทวนเข้าไปดู#ก็รู้ว่างานยังไม่เสร็จถ้างานเสร็จแล้วก็ทวนเข้าไปดูเห็นความเสร็จแล้ว#จิตจะไปพิจารณานิพพานได้แล้วไปทำความรู้แจ้งในตัวนิโรธ
แสดงน้อยลง
1
@user-rl9cv2ej8p
#สุดท้ายยกเครื่องฉายหนังทิ้งคืนกายคืนใจให้ธรรมชาติจบกิจไม่ต้องเกิดอีกต่อไป#เราไม่ได้มุ่งพุทธภูมิ #เราไม่ได้ทำกรรมชั่วหยาบมา #จิตเราจะก้าวกระโดดเกิดอริยมรรคขึ้นมา #ขั้นแรกมันจะรวมลงก่อน รวมเข้า อัปปนาสมาธิ รวมเองโดยที่ไม่ได้เจตนาจะรวม ไม่ได้คิดได้ฝันที่จะรวม รวมโดยอัตโนมัติ เมื่อรวมลงมาแล้วจะเห็นสภาวธรรมเกิดดับ เกิดดับ สองขณะบ้าง สามขณะบ้าง ถัดจากนั้นจิตจะวางการรับรู้อารมณ์ ทวนกระแสเข้ามาหาธาตุรู้ เมื่อทวนกระแสเข้าถึงธาตุรู้แล้วสิ่งที่ห่อหุ้มปิดบังจิตอยู่คือ อาสวกิเลส ทั้งหลาย สังโยชน์ทั้งหลายถูกขาดสะบั้นออกไปด้วยกำลังของอริยมรรค นิพพานก็จะปรากฏเด่นดวงขึ้นมาให้เรารู้สึกได้ สองขณะบ้าง สามขณะบ้าง คนไหนซึ่งอินทรีย์ไม่แก่กล้ามาก ตอนที่จิตรวมไปทีแรก เห็นสภาวธรรมก็จะเห็นสามครั้ง แล้วพอเห็นนิพพานพอได้ผลจะเห็นสองขณะ แต่คนที่อินทรีย์แก่กล้าเห็นสภาวะทีแรกจะเห็นสองขณะ และจะมาเห็นนิพพานสามขณะ เห็นยาวต่างกัน อินทรีย์ไม่เท่ากัน ผลที่เกิดขึ้นก็ไม่เท่ากัน ถัดจากนั้นจิตจะถอยออกจาก อัปปนาสมาธิ นะ ถอยเอง ถัดจากนั้นไม่ทรงอยู่แล้วจะถอยออกมา พอถอยออกมาแล้วจะทวนกระแสกลับเข้าไปพิจารณาว่าเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น ก็แจ่มแจ้งแล้วว่า เมื่อกี้นี้ตัวตนอะไรไม่มีอีกแล้ว ไม่มีอะไรที่เป็นตัวเป็นตนอีกเลย แต่ว่ากิเลสยังเหลืออยู่อีกเพียบเลย พระโสดาบันกับปุถุชนแทบจะไม่มีอะไรต่างกันนะ พระโสดาบันละมิจฉาทิฏฐิได้เท่านั้น ละความเห็นผิดได้ ส่วนโลภ โกรธ หลงอื่นๆ เหมือนปุถุชนนั่นเอง
แสดงน้อยลง
1
@pornpimontungmepol8144
#สกิทาคามีมรรค#อนาคามีมรรค#อรหัตตมรรค#ตอนที่เกิดมรรคนี่สิ่งที่ห่อหุ้มตัวผู้รู้อยู่จะแตกออก#จิตที่เป็นอิสระที่เป็นธาตุรู้จะเป็นอิสระขึ้นมาสว่างไสวขึ้นมา#ในพระสูตรบอกว่าอาโลโกอุทะปาทิแสงสว่างเกิดขึ้น#ทีนี้บางท่านบางองค์ในขณะที่เกิดอริยมรรค มีความสุขเกิดร่วมด้วย#ที่หลวงปู่ดูลย์เรียกว่าจิตยิ้มฉะนั้นจิตยิ้มนี่เกิดกับบางคนนะบางคนจิตไม่ยิ้ม#จิตแค่อมยิ้มเฉยๆ #บางคนจิตยิ้มอย่างแรงเลยจิตสงบสันติอันนั้นเป็นอุเบกขา#บางท่านบางองค์จิตยิ้มเบิกบานขึ้นมาอันนั้นจิตมีโสมนัส #เพราะฉะนั้นตอนที่บรรลุอริยมรรคมีเวทนา๒ชนิดคือมีโสมนัสหรือมีความสุขกับมีอุเบกขา#เกิดได้ทั้ง๒แบบเกิดชั่วขณะจิตเดียว ถัดจากอริยมรรคที่แหวกสิ่งที่ห่อหุ้มจิตอยู่ขาดสะบั้นลงไปอริยผลจะเกิดขึ้น”
แสดงน้อยลง
1
@user-xg7ui5lr7i
#มรรควิถีของมันทบุคคล #เวลาที่จิตจะเกิดมรรคผลนั้นจิตจะรวมเข้าอัปนาสมาธิเพราะฉะนั้นเวลาท่านพูดถึงองค์มรรคสัมมาสมาธิ เลยไปหนึ่งอสงไขยข้าพระองค์หมอบลงที่ใกล้พระบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า#ทุกครั้งที่เราพูดกับคนอื่นพลังทางจิตของเราจะเสียไป#โลกุตตรกุศลจิตสุทธิกปฏิปทามรรคจิตดวงที่๑#สภาวธรรมที่เป็นกุศลเป็นไฉน#โยคาวจรบุคคลเจริญฌานที่เป็นโลกุตตระ#ซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน#วิถีจิตก่อนเข้าสู่มรรควิถี๑อดีตภวังค์ภวังค์อดีต#๒ภวังคจลนะภวังค์สะเทือน#๓ภวังคุปัจเฉทะตัดกระแสภวังค์#๔มโนทวาราวัชชนะลงทางมโนทวาร #มรรควิถีของมันทบุคคล#เวลาที่จิตจะเกิดมรรคผลนั้นจิตจะรวมเข้าอัปนาสมาธิเพราะฉะนั้นเวลาท่านพูดถึงองค์มรรคสัมมาสมาธิ
แสดงน้อยลง
@user-mf3nv1ys1w
#เป็นพระโสดาบัน #คล้ายเด็กหลงทาง #ที่รู้แล้วว่าบ้านอยู่ที่ไหน #แต่ยังกลับไม่ถึงบ้าน #เรารู้นะว่าบ้านเราอยู่ที่ไหน #รู้แล้วว่าพ่อแม่เราคือใคร #รู้ว่าพี่น้องเรามี #คือบรรดาพระอริยเจ้าทั้งหลาย #แต่ว่าเรายังกลับไม่ถึงบ้าน #เราก็จะเกิดความพากเพียรนะมุ่งมั่น #ศรัทธาของเราคราวนี้จะแน่นแฟ้นนะ #ไม่คลอนแคลนละเราก็ขยันภาวนาไปเรื่อย #บางคนก็ใช้เวลานานหน่อยนะ#อินทรีย์ไม่แก่กล้าใช้เวลา 7 ชาติ 7 ชาติสั้นนิดเดียวนะ #เราเวียนตายเวียนเกิดนับชาติไม่ถ้วน #บางคนก็สองสามชาติ #บางคนก็ชาติเดียว ภาวนาไปเรื่อย เรื่อย #สุดท้ายมันก็ถึงบ้าน#ถึงบ้านแล้วโฮ้ยหาบ้านแทบตาย บ้านอยู่ที่นี่เอง #หาซะรอบจักรวาล #อยู่ที่จิตที่ใจที่บริสุทธิ์ขึ้นมานี่เอง #จะพบพระพุทธเจ้าตัวจริงนะ #เราจะพบว่าพระพุทธเจ้ามีจริงจริง #แต่ว่าไม่ใช่เป็นพุทธเจ้าที่ไปนั่งเข้าแถว #นั่งสมาธิอะไรอย่างนั้นนะ #หรือบางสํานักก็นั่งเก้าอี้ พุทธเจ้านั่ง #บางสำนักก็นั่งสมาธิ #กระดุกกระดิกไม่ได้ด้วย เหมือนรูปปั้น ไม่ใช่หรอก #อะไรที่ยังเป็นรูปเป็นนามอยู่ไม่ใช่นิพพานนะ #เป็นรูปเป็นนามไม่ใช่นิพพาน นิพพานเป็นสภาวะที่สิ้นตัณหา #สิ้นทุกข์สิ้นขันท์ แต่ว่ามีไหมสภาวะนั้น มี#ก็สภาวะที่สิ้นทุกข์สิ้นขันท์สิ้นตัญหา นั้นแหละ นะ #เวลาที่ตายธาตุขันท์นี้แตก #พลังงานที่มีอยู่ทิ้งไว้ในโลกนะ #ส่วนอมตะธาตุ #อมตะธรรมรวมเข้ากับพระนิพพานไป #พระนิพพานไม่เพิ่มขึ้นไม่ลดลง เทศเยอะไปละ พวกเรา เริ่ม ตา แป๊ว แป๊ว แล้ว #ยากไป ฟังไว้ก่อนนะ #แล้วก็ขยันภาวนา ทำให้ถูก สิ่งที่ผิดมี 2 อันเองไม่ตึงไป ก็หย่อนไป #ตึงไปก็เพราะโลภ หย่อนไปเพราะขี้เกียจ เพราะหลงโลก #ตึงไปก็เพราะโลภมาก อยากดี #อยากพ้นทุกข์ก็แค่นี้แหละ #ถ้ารู้เท่าทันจิตใจ ตอนนี้ตึงไป รู้ทัน ตอนนี้หย่อนไป รู้ทัน มันก็เข้าทางสายกลาง #เมื่อไหร่ไม่ผิดเมื่อนั้นก็ถูก #ถ้าถูกแล้วมันก็เดินของมันไปเรื่อยๆ นะ แต่ละวัน บางช่วงก็เจริญบางช่วงก็เสื่อม แต่ภาพรวมแล้ว เราจะเติบโตขึ้น #จนกระทั่งวันหนึ่งมันมีกำลัง ข้ามภพไป
แสดงน้อยลง
1
@pornpimontungmepol2205
#มรณสัญญาอันภิกษุเจริญแล้วกระทำให้มาก#ย่อมมีผลมากมีอานิสงส์มากหยั่งลงสู่อมตะมีอมตะเป็นที่สุด#สัตว์ถือปฏิสนธิครั้งแรกอยู่ในครรภ์ตลอดคืนหนึ่งดำเนินไป#ไม่หวนกลับเหมือนเมฆหมอกที่ตั้งขึ้นแล้วลอยผ่านไป#นรชนทั้งหลายประกอบพร้อมด้วยกำลังพลสู้รบอยู่ในสงครามจะไม่แก่ไม่ตายก็หาไม่#เพราะว่าสัตว์มีชีวิตนั้นล้วนถูกชาติและชราเบียดเบียนเพราะเหตุนั้นข้าพเจ้าจึงมีความคิดว่าจะประพฤติธรรม#พระราชาผู้เป็นใหญ่แห่งแคว้นทรงข่มขี่ราชาศัตรู#ผู้มีเสนาประกอบด้วยองค์๔มีรูปร่างน่าสะพรึงกลัวเอาชนะได้#แต่ไม่สามารถเอาชนะเสนาแห่งพญามัจจุราชได้ #เพราะเหตุนั้นข้าพเจ้าจึงมีความคิดว่าจะประพฤติธรรมพระราชาบางพวกแวดล้อมด้วยกองทัพช้าง กองทัพม้า กองทัพรถ กองทัพพลเดินเท้า ย่อมพ้นจากเงื้อมมือของปัจจามิตรได้ แต่ไม่อาจทรงพ้นจากพญามัจจุราชได้ เพราะเหตุนั้นข้าพเจ้าจึงมีความคิดว่าจะประพฤติธรรมพระราชาทั้งหลายผู้ทรงกล้าหาญ ทรงหักค่ายทำลายนคร กำจัดมหาชนได้ด้วยกองทัพช้าง กองทัพม้า กองทัพรถ กองทัพพลเดินเท้า แต่ไม่อาจจะทรงหักรานพญามัจจุราชได้ เพราะเหตุนั้นข้าพเจ้าจึงมีความคิดว่าจะประพฤติธรรม ช้างทั้งหลายที่กำลังตกมัน มีมันไหลเยิ้ม ย่อมย่ำยีบ้านเมือง เข่นฆ่าประชาชนได้ แต่ไม่อาจย่ำยีพญามัจจุราชได้ เพราะเหตุนั้นข้าพเจ้าจึงมีความคิดว่าจะประพฤติธรรมนายขมังธนูทั้งหลายผู้มีฝีมือฝึกปรือดีแล้ว เป็นผู้กล้าหาญ สามารถยิงไปได้ไกล แม่นยำไม่ผิดพลาด แต่ไม่อาจจะยิงพญามัจจุราชได้ เพราะเหตุนั้นข้าพเจ้าจึงมีความคิดว่าจะประพฤติธรรมสระทั้งหลายย่อมเสื่อมสิ้นไป พื้นปฐพีพร้อมทั้งราวป่าก็หมดสิ้นไป ถึงทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ตลอดกาลนานเข้าก็เสื่อมสิ้นไป เพราะสังขารทั้งหลายย่อมแตกสลายไปตามกาลกำหนด เพราะเหตุนั้นข้าพเจ้าจึงมีความคิดว่าจะประพฤติธรรมแท้จริงชีวิตของเหล่าสัตว์ทั้งปวงทั้งหญิงชายในโลกนี้ มีสภาพหวั่นไหว ปั่นป่วน เหมือนแผ่นผ้าของนักเลงเหมือนต้นไม้ที่เกิดใกล้ฝั่ง#เพราะเหตุนั้นข้าพเจ้าจึงมีความคิดว่าจะประพฤติธรรม#ทั้งคนหนุ่มทั้งคนแก่ทั้งหญิงทั้งชายทั้งบัณเฑาะก์#ย่อมมีกายแตกทำลายไปเหมือนผลไม้หล่นจากต้น เพราะเหตุนั้นข้าพเจ้าจึงมีความคิดว่าจะประพฤติธรรม#การเจริญมรณสติเพื่อความสิ้นอาสวะ#อารมณ์พระอรหันต์#มหาปรินิพพานสูตรและพระสาวกภาษิต#เวลาที่เราภาวนาพละ๕มันจะรวมกำลังขึ้นมาเป็นหนึ่ง #รวมเข้ามาที่จิตนี่เองเป็นกำลังหนุนกำลังเสริมจนกระทั่งจิตตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมา#เวลาที่อริยมรรคเกิดสมาธิเต็มกำลังเต็มศีลสมาธิปัญญาเต็ม#คุณงามความดีนั้นเต็มในขณะนั้นก็จะเกิดพลังงานที่มหาศาล#อาสวกิเลสที่ห่อหุ้มจิตเอาไว้มันจะถูกแหวกออกไปขาดสะบั้นออกไป#ใครรู้สึกว่าจิตมีเปลือกบ้างลองยกมือซินี่เห็นเปลือกของมันแล้วรู้สึกไหมเหมือนติดคุกอยู่#รู้สึกไหมว่าทุกข์แค่เห็นอย่างนี้คือเห็นทุกข์แล้วนะเราจะรู้เลยจิตเราไม่มีความสุข#จิตเราไม่อิสระจิตเราติดคุกอยู่เปลือกนี้แตกตอนที่อริยมรรคเกิด#ไม่มีวิธีอื่นที่เปลือกนี้จะแตกได้เลยมีแต่ตอนที่เกิดอริยมรรค๔ครั้ง#โสดาปัตติมรรค #สกิทาคามีมรรค#อนาคามีมรรค#อรหัตตมรรค#ตอนที่เกิดมรรคนี่สิ่งที่ห่อหุ้มตัวผู้รู้อยู่จะแตกออก#จิตที่เป็นอิสระที่เป็นธาตุรู้จะเป็นอิสระขึ้นมาสว่างไสวขึ้นมา#ในพระสูตรบอกว่าอาโลโกอุทะปาทิแสงสว่างเกิดขึ้น#ทีนี้บางท่านบางองค์ในขณะที่เกิดอริยมรรค มีความสุขเกิดร่วมด้วย#ที่หลวงปู่ดูลย์เรียกว่าจิตยิ้มฉะนั้นจิตยิ้มนี่เกิดกับบางคนนะบางคนจิตไม่ยิ้ม#จิตแค่อมยิ้มเฉยๆ #บางคนจิตยิ้มอย่างแรงเลยจิตสงบสันติอันนั้นเป็นอุเบกขา#บางท่านบางองค์จิตยิ้มเบิกบานขึ้นมาอันนั้นจิตมีโสมนัส #เพราะฉะนั้นตอนที่บรรลุอริยมรรคมีเวทนา๒ชนิดคือมีโสมนัสหรือมีความสุขกับมีอุเบกขา#เกิดได้ทั้ง๒แบบเกิดชั่วขณะจิตเดียว #ถัดจากอริยมรรคที่แหวกสิ่งที่ห่อหุ้มจิตอยู่ขาดสะบั้นลงไปอริยผลจะเกิด
แสดงน้อยลง
2
@user-ed3gf8ui7e
สาธุ สาธุ กราบอนุโมทนา ครับ
@pornpimontungmepol8144
#ออกจากสังสารวัฏ#จะมีกระบวนการล้างร่างกายครั้งใหญ่#บางคนอาจจะถ่ายออกมามากอย่างเป็นไปไม่ได้ในภาวะปรกติ#ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า#เลยไปหนึ่งอสงไขยแสนกัปแต่กัปนี้ไป#ข้าพระองค์หมอบลงที่ใกล้พระบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า#ทรงพระนามว่าอโนมทัสสี #ปรารถนาเห็นพระองค์#เราฝึกไปจนกระทั่งใจเข้าสู่ความเป็นกลางเป็นกลางและบุญบารมีทั้งหลายเราก็สะสมของเราไป#เวลาวัดการปฏิบัตินะว่าดีหรือไม่นี่เราไม่ได้วัดเป็นรายวันเราจะวัดคล้ายคล้าย เกรดเฉลี่ยเกรดเฉลี่ย#คือจิตใจของเราจะเติบโตขึ้นไปเรื่อยเรื่อย #จิตใจที่เข้มแข็งเติบโตขึ้นมาเนี่ยเมื่อมันมีบารมีมากขึ้นนะ#มันสะสมมาจากการสร้างความดีนานาชนิดนะเป็นพลังของจิต #บางคนเจริญสติอย่างเดียวนะความดีอื่นไม่เอาเลย#เจริญสติเจริญปัญญาอย่างเดียวเรื่องอื่นไม่เอาเลยนะ#เรื่องศีลเรื่องอะไรไม่เอาทั้งนั้นเลยพวกนี้จิตไม่มีพลัง #อย่างมีสมาธิบางคนก็ทำสมาธิเจริญปัญญา ศีลไม่รักษา #จิตจะไม่มีพลัง และพลังของจิตตัวนี้มันเป็นมวลรวม #เป็นพลังรวมจากความดีทุกทุกอย่าง #ที่สะสมไว้ เรียกว่าบารมีต่างๆพอสะสมบารมีต่างๆมากพอแล้ว #จิตจะเกิดพลังที่จะก้าวกระโดด จะเกิดเปลี่ยนเรียกว่าเปลี่ยนโคตรเปลี่ยนตระกูลได้ #พวกเราตอนนี้เรามีอยู่ในตระกูลเดียวกันทั้งหมดนะ#คือตระกูลปุถุชนเป็นปุถุชน #เมื่อจิตมันมีบุญบารมีมากพอ มีพลังมากพอ เจริญสติเจริญปัญญา #มากพอมันจะก้าวกระโดดเปลี่ยนตระกูลไป #ไปอยู่ในตระกูลของโลกุตตระ ตระกูลของพระอริยะ #เราจะรู้สึกเลยว่าเรามีพ่อมีแม่ที่แท้จริงนะ #พ่อแม่ของเราในชาตินี้ก็จริงนะเป็นพ่อแม่จริง #แต่เป็นในชาตินี้แต่พ่อแม่ของเราในสังสารวัฏ นี้ คือ #พระพุทธเจ้า เราจะรู้สึกว่า เรารู้แล้วล่ะว่า พ่อแม่ของเราคือใคร #พี่น้องของเราคือใคร มันจะรู้สึกอย่างนั้น #เรารู้แล้วว่าบ้านเราอยู่ที่ไหน เพราะเราหลงออกมาจากบ้าน #คล้ายคล้ายอย่างนั้นนะ คล้ายคล้ายเด็กหลงทาง #เราเป็นเด็กหลงทาง เด็กบางคนหลงทางมานาน #จนไม่รู้ว่าตัวเองมีบ้านอยู่ พวกเรานี่คือเด็กที่หลงทางมานาน #เราไม่รู้ว่าเรามีบ้านที่แท้จริง เราก็ไม่คิดที่จะกลับ นี้ #พระพุทธเจ้าเมตตากรุณา สูงนะ #ท่านอุตส่าประกาศธรรมะออกมา ลำบากขันท์มากเลยนะ #ในการประกาศธรรมะ คล้าย คล้าย สอนวัว สอนควาย ให้ขึ้นต้นไม้นะ ไม่ใช่ง่ายๆนะ #สอนให้คนละกิเลส ดีไม่ดีมันก็แว้งเอานะ มันโกรธเอา #ท่านอุตส่าทำ ท่านก็ชี้ทางให้เรา พอเราเริ่มเดินไป เดินไป #ถึงจุดที่เรารู้ความจริงแล้วว่าตัวเราไม่มี รูปธรรม นามธรรม มีอยู่ แต่ไม่มีเจ้าของ ไม่ใช่ตัวเรา #การกระทำ นะ มีอยู่แต่ไม่มีผู้กระทำ ใจมันอย่างนี้ #มันรู้จักความจริงของธรรมะละ #มันล้างความเห็นผิดว่ามีตัวมีตน#ล้างความเห็นผิดในเรื่องวิธีปฏิบัติ #ไม่งมงาย #หมดความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย ใจได้พระโสดา #เป็นพระโสดาบัน คล้ายเด็กหลงทาง #ที่รู้แล้วว่าบ้านอยู่ที่ไหน แต่ยังกลับไม่ถึงบ้าน #เรารู้นะว่าบ้านเราอยู่ที่ไหน #รู้แล้วว่าพ่อแม่เราคือใคร รู้ว่าพี่น้องเรามี #คือบรรดาพระอริยเจ้าทั้งหลาย #แต่ว่าเรายังกลับไม่ถึงบ้าน #เราก็จะเกิดความพากเพียรนะมุ่งมั่น #ศรัทธาของเราคราวนี้จะแน่นแฟ้นนะ ไม่คลอนแคลน ละ #เราก็ขยันภาวนา ไปเรื่อย บางคนก็ใช้เวลานานหน่อย #อินทรีย์ไม่แก่กล้าใช้เวลา 7 ชาติ 7 ชาติสั้นนิดเดียวนะ #เราเวียนตายเวียนเกิดนับชาติไม่ถ้วน #บางคนก็สองสามชาติ #บางคนก็ชาติเดียว ภาวนาไปเรื่อย เรื่อย #สุดท้ายมันก็ถึงบ้าน ถึงบ้านแล้วโฮ้ย #หาบ้านแทบตาย บ้านอยู่ที่นี่เอง หาซะรอบจักรวาล #อยู่ที่จิตที่ใจที่บริสุทธิ์ขึ้นมานี่เอง #จะพบพระพุทธเจ้าตัวจริงนะ เราจะพบว่าพระพุทธเจ้ามีจริงจริง
แสดงน้อยลง
@pornpimontungmepol8144
#ปุถุชนที่จะบรรลุมรรคผลก็ต้องพร้อมด้วยเหตุคือไม่ได้ทำอนัตตริยกรรม#เกิดมาด้วยมีปัญญาเกิดร่วมด้วย #ไม่กล่าวร้ายพระอริยเจ้าและอินทรีย์แก่กล้า#การอบรมปัญญาถึงพร้อมที่จะบรรลุในชาตินั้นจึงบรรลุ#การสำเร็จมรรคผล#อานิสงค์แห่งจิต#ท่าพระโคดม#การบรรลุมรรคผล#การสํารวมใจ #ศาสนาพุทธสอนให้เราเรียนรู้ตัวเอง#สิ่งที่เรียกว่าตัวเราคือกายกับใจ #ท่านสอนว่าถ้าเรารักสิ่งใด#เราจะทุกข์เพราะสิ่งนั้น#ถ้าเรามีสติคอยรู้ทันจิตใจของเราอยู่เรื่อยๆ#กิเลสครอบงำจิตไม่ได้ไม่ผิดศีลหรอก#วันใดที่จิตมันเดินปัญญาแก่รอบถึงขนาดนี้แล้วจิตมันจะรวมเข้าอัปปนาสมาธิรวมเองนะ #ให้มันรู้ไปเลยว่าเราเป็นลูกพระพุทธเจ้า#มีภาษิตว่าความเพียรของมนุษย์เทวดาก็กีดกันไม่ได้#ก็หมายความว่าพุทธศาสนาไม่ให้ยอมแพ้แก่โชคชะตา#ให้ใช้ความเพียรพยายามด้วยปัญญา#แล้วจะเอาชนะโชคชะตาได้๏เราต้องการผลก็ต้องทำเหตุ #วิมุตติความหลุดพ้น#ผู้มีร่างกายสุดท้าย#การเจริญมรณสติเพื่อความสิ้นอาสวะ#อารมณ์พระอรหันต์#มหาปรินิพพานสูตรและพระสาวกภาษิต#เวลาที่เราภาวนาพละ๕มันจะรวมกำลังขึ้นมาเป็นหนึ่ง #รวมเข้ามาที่จิตนี่เองเป็นกำลังหนุนกำลังเสริมจนกระทั่งจิตตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมา#เวลาที่อริยมรรคเกิดสมาธิเต็มกำลังเต็มศีลสมาธิปัญญาเต็ม#คุณงามความดีนั้นเต็มในขณะนั้นก็จะเกิดพลังงานที่มหาศาล #อาสวกิเลสที่ห่อหุ้มจิตเอาไว้มันจะถูกแหวกออกไปขาดสะบั้นออกไป#ใครรู้สึกว่าจิตมีเปลือกบ้างลองยกมือซินี่เห็นเปลือกของมันแล้วรู้สึกไหมเหมือนติดคุกอยู่#รู้สึกไหมว่าทุกข์แค่เห็นอย่างนี้คือเห็นทุกข์แล้วนะเราจะรู้เลยจิตเราไม่มีความสุข#จิตเราไม่อิสระจิตเราติดคุกอยู่เปลือกนี้แตกตอนที่อริยมรรคเกิด#ไม่มีวิธีอื่นที่เปลือกนี้จะแตกได้เลยมีแต่ตอนที่เกิดอริยมรรค๔ครั้ง#โสดาปัตติมรรค #สกิทาคามีมรรค#อนาคามีมรรค#อรหัตตมรรค#ตอนที่เกิดมรรคนี่สิ่งที่ห่อหุ้มตัวผู้รู้อยู่จะแตกออก#จิตที่เป็นอิสระที่เป็นธาตุรู้จะเป็นอิสระขึ้นมาสว่างไสวขึ้นมา#ในพระสูตรบอกว่าอาโลโกอุทะปาทิแสงสว่างเกิดขึ้น#ทีนี้บางท่านบางองค์ในขณะที่เกิดอริยมรรคมีความสุขเกิดร่วมด้วย#ที่หลวงปู่ดูลย์เรียกว่าจิตยิ้มฉะนั้นจิตยิ้มนี่เกิดกับบางคนนะบางคนจิตไม่ยิ้ม#จิตแค่อมยิ้มเฉยๆ#บางคนจิตยิ้มอย่างแรงเลยจิตสงบสันติอันนั้นเป็นอุเบกขา#บางท่านบางองค์จิตยิ้มเบิกบานขึ้นมาอันนั้นจิตมีโสมนัส#เพราะฉะนั้นตอนที่บรรลุอริยมรรคมีเวทนา๒ชนิดคือมีโสมนัสหรือมีความสุขกับมีอุเบกขา#เกิดได้ทั้ง๒แบบเกิดชั่วขณะจิตเดียว #ถัดจากอริยมรรคที่แหวกสิ่งที่ห่อหุ้มจิตอยู่ขาดสะบั้นลงไปอริยผลจะเกิด#เราต้องนึกถึงความตายอยู่ตลอดเวลา#เราไม่ลืมความตาย#พวกเราถือศีล5ก็พอแล้วศีล5ไว้ก่อนแล้วก็เชื่อกรรมเชื่อผลของกรรมอย่าเชื่ออะไรซึ่งไม่มีเหตุมีผล ชาวพุทธเราต้องมีเหตุมีผล#ถัดจากนั้นพยายามมาเรียนรู้ความจริงตรงไหนบ้างที่เรารู้สึกว่ามันคือตัวของเราดูลงไปตรงนั้นเลย#จิตหมดความปรุงแต่ง#ทางไม่เกิด#ถ้าหลุดออกจากกามภพนะก็เข้าไปรูปภพหรือว่ารูปภูมิก็คือเข้าไปสงบอยู่กับการรู้รูปเช่นรู้ลมหายใจ #จิตไม่เอาแล้วโลกข้างนอกอารมณ์ทางตาหูจมูกลิ้นกาย ไม่เห็นจะมีสาระอะไร #จิตมารวมลงที่อารมณ์ภายในอันเดียว#อาจจะมารู้ลมหายใจอยู่อันเดียว#รู้ร่างกายอยู่อันเดียว #มาเพ่งรูปอยู่อันเดียวเพ่งดวงกสิณ #ดวงนิมิตอยู่อันเดียว #จิตเพ่งรูปอยู่เรียกว่ารูปภูมิถ้าจิตไม่อยู่ในกามภูมิ#ไม่อยู่ในรูปภูมิจิตก็ต้องเข้าอรูปภูมิ#ทิ้งรูปไปแล้วไปอยู่กับนามธรรม #เช่นไปอยู่กับความว่างจิตอยู่ในความว่าง #อยู่กับความไม่มีอะไรเลยเพราะงั้นที่เค้าสอนภาวนา#บางคนสอนภาวนาให้ไปอยู่ในความว่างอันนั้นเพี้ยนนะไม่ใช่ทางของพระพุทธเจ้า
แสดงน้อยลง

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

Mahabodhi Vihar at BodhGaya- 16th International Tripitak Chanting Ceremo...

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ เรื่อง ความตายไม่มีนิมิตเครื่องหมาย

สถานที่ปรินิพพาน กุสินารา Mahaparinirvana Temple - Kushinagar